การเห็นลูกน้อยวิ่งวุ่นไปมา ไม่ยอมนั่งนิ่ง ๆ หรือดูเหมือนฟังแต่ไม่เข้าใจมักทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเริ่มกังวลว่าลูกกำลังเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ ความจริงแล้วการที่เด็กมีความซุกซนหรือสมาธิหลุดง่ายไม่ได้หมายความว่าพวกเขาดื้อรั้นเสมอไป หากเราเข้าใจธรรมชาติของสมองที่ทำงานต่างกันแล้วลองปรับวิธีสื่อสารและสิ่งแวดล้อมเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถช่วยให้เขากลับมาโฟกัสได้ดีขึ้น โดยที่เราไม่ต้องใช้เสียงดุหรือบังคับให้เหนื่อยใจ
เคล็ดลับการฝึกและการดูแลเด็กสมาธิสั้น
การมองโลกผ่านมุมมองของเด็กสมาธิสั้นสำคัญอย่างมากสำหรับเด็กกลุ่มนี้ เพราะสิ่งเร้าเพียงเล็กน้อยอย่างเสียงนกร้องข้างนอก หรือสีสันของของเล่นที่วางอยู่ไกล ๆ ก็สามารถดึงความสนใจของเขาได้แล้ว ดังนั้นการสั่งว่าอยู่นิ่ง ๆ หรือตั้งใจหน่อยจึงมักไม่ได้ผล เพราะเขายังควบคุมกลไกในสมองตัวเองได้ไม่เต็มที่ เทคนิคที่ได้ผลดีกว่าคือเปลี่ยนจากการบังคับให้เป็นการจัดระเบียบแบบเข้าใจง่าย โดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ในบ้านดังนี้
1. ย่อยคำสั่งให้สั้น กระชับ และเห็นภาพ
อุปสรรคใหญ่ของเด็กสมาธิสั้น คือการรับคำสั่งที่ซับซ้อน เช่น ไปอาบน้ำแล้วอย่าลืมเก็บผ้าเช็ดตัวมาตาก แล้วเตรียมชุดนักเรียนไว้ด้วยนะ คำสั่งยาวเหยียดแบบนี้เด็กมักจะรับข้อมูลได้แค่ส่วนแรกแล้วลืมส่วนที่เหลือทันที เทคนิคแนะนำคือ สั่งทีละอย่าง เมื่อทำสิ่งแรกเสร็จค่อยสั่งเรื่องต่อไป นอกจากนี้ควรเดินไปใกล้ ๆ สบตา หรือแตะไหล่เบา ๆ เพื่อดึงเขากลับมาอยู่กับปัจจุบันก่อนจะเริ่มพูด
2. สร้างตารางเวลาที่มองเห็นได้
เด็กที่สมาธิสั้นมักจะกะเวลาไม่ถูกและลำดับความสำคัญไม่ได้ การมีตารางกิจวัตรที่ชัดเจนจะช่วยลดอาการว้าวุ่นใจได้มาก แนะนำให้ใช้เป็นรูปภาพแทนตัวหนังสือ เช่น รูปแปรงสีฟัน รูปจานข้าว รูปเข้านอน ติดไว้ในระดับสายตาที่เขามองเห็นง่าย เมื่อเขารู้ว่าลำดับถัดไปต้องทำอะไร ก็จะควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นโดยที่คุณไม่ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช
3. จัดบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดสิ่งรบกวน
สิ่งแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น หากโต๊ะทำการบ้านเต็มไปด้วยของเล่นหรือตั้งอยู่หน้าทีวี การจะให้เขามีสมาธิจดจ่อแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย วิธีที่ได้ผลคือจัดมุมที่สงบไว้สำหรับการทำการบ้านโดยเฉพาะ ผนังควรเป็นสีเรียบ ไม่มีสิ่งของวางระเกะระกะ และที่สำคัญควรงดเล่นมือถือหรือแท็บเล็ตก่อนเวลาก่อนเวลาทำการบ้านหรือเข้านอน เพราะแสงสีและภาพที่เคลื่อนไหวเร็วจะกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวจนคุมสมาธิไม่อยู่
4. ฝึกสมาธิผ่านการเล่นและการลงมือทำ
การฝึกสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาเสมอไป สำหรับเด็กแล้วการเคลื่อนไหวคือการเรียนรู้ พ่อแม่ควรหากิจกรรมที่มีความละเอียดแต่สนุกจะช่วยยืดระยะเวลาการจดจ่อได้ดี เช่น การร้อยลูกปัด การต่อเลโก้ตามแบบ หรือแม้แต่การช่วยคุณแม่เด็ดผักทีละใบ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยฝึกการทำงานที่ประสานกันระหว่างมือกับตา และฝึกให้เขาสังเกตรายละเอียดได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
5. พลังของการชมเชยอย่างถูกวิธี
เด็กสมาธิสั้นมักจะถูกดุบ่อยกว่าเด็กทั่วไป จนอาจทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ผิดไปหมดและขาดความมั่นใจได้ เทคนิคคือ อย่ารอจนทำสำเร็จ 100% แล้วค่อยชม แต่ให้ชมที่ความพยายามระหว่างทาง เช่น แม่ภูมิใจนะที่วันนี้ลูกเดินไปเก็บจานเอง หรือลูกตั้งใจต่อบล็อกไม้ได้นานขึ้นกว่าเมื่อวาน เก่งมากเลยครับ คำชมที่เฉพาะเจาะจงแบบนี้จะทำให้เขารู้ว่าพฤติกรรมไหนคือสิ่งที่ดีและควรทำซ้ำ
6. ให้เวลาลูกได้ระบายพลังงาน
บางครั้งการที่ลูกอยู่นิ่งไม่ได้ เป็นเพราะร่างกายมีพลังงานเหลือล้น เทคนิคคือก่อนจะถึงเวลาที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ หรือทำการบ้าน ควรปล่อยให้เขาได้วิ่งเล่น ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาที่ได้เคลื่อนไหวมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้หลั่งสารแห่งความสุขและลดความกระสับกระส่ายลง เมื่อร่างกายเหนื่อยพอดี สมองก็จะพร้อมกลับมานิ่งได้ง่ายขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกเด็กสมาธิสั้นคือ การไม่เปรียบเทียบลูกกับใคร เพราะเด็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตที่ต่างกัน หากเราให้ความรัก ความเข้าใจ และใช้เทคนิคที่เหมาะสมอย่างใจเย็น คุณจะพบว่าเด็กกลุ่มนี้มักมีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังงานที่ล้นเหลือ และสามารถเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้อย่างแน่นอน
